วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๕ พระบรมราโชวาท


"ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช้การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"

พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ
ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒

ในสมัยวัยเด็กช่วงราว ๆ ปี พ.ศ.๒๕๓๐ - ๒๕๔๐ หลาย ๆ คนที่ติดละครทางช่อง ๗ ก่อนช่วงเวลา ๓ ทุ่ม ทุก ๆ จะรอดูละครหลังข่าวจบ เรามักจะได้ยินพระบรมราโชวาทรวมถึงพระราชดำรัส ในโอกาสต่าง ๆ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนตัวชอบพระบรมราโชวาทข้างต้นมากตั้งแต่ในยุคสมัยนั้น และจำขึ้นใจมาโดยตลอด ยิ่งโตมายิ่งคิดตามพระองค์ท่านว่าจริงตามที่พระองค์ท่านเคยตรัสไว้ทุกประการ เพราะเมื่อคนดีไม่ได้รับการสนับสนุน อีกทั้งถ้าคนไม่ดีมีอำนาจ ก็มักจะก่อความเดือนร้อนวุ่นวายได้ ทั้งในหน่วยงานเล็กหน่วยงานใหญ่ รวมถึงหากประเทศชาติถูกปกครองด้วยคนไม่ดีก็เช่นกัน

ในช่วงปี พ.ศ.ดังกล่าวนั้น เราก็มักจะได้ชมข่าวในพระราชสำนักด้วยพระกรณียกิจต่าง ๆ ของทั้งพระองค์ท่าน รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ๆ ก็เช่นกัน ซึ่งในระยะหลังมานั้นไม่ทราบว่าช่วงเวลาดี ๆ หายไปตั้งแต่ยุคสมัยใด แต่ลองนึกย้อนไปอาจเกิดจากช่วงเวลาละครขยายขึ้นมาเริ่มประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง เห็นจะได้ ด้วยความใจหายทำให้ความห่างไกลที่เด็กรุ่นใหม่ ๆ จะได้รับรู้สิ่งเหล่านี้หายไปด้วยเช่นกัน

#KingBhumibol

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๔ โครงการอุปสมบทเทิดพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐

เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ให้ข้าราชการเข้าร่วมอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวามคม ๒๕๕๐ ในครั้งนั้น ทำให้ผมได้มีโอกาสที่ดีในการอุปสมบท ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ระหว่างวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ถึง ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ ได้รับฉายาว่า "อุตฺตมวานิโช" โดยมีพระอุปัชฌาย์คือ "พระเทพญาณวิศิษฎ์ (อภิพโล)" ในการอุปสมบทดังกล่าว ได้ข้อดี ๒ ประการ คือ ประการแรก ได้บวชเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และประการที่สอง คือ ได้บวชทดแทนบุญคุณบิดามารดาในคราวเดียวกัน แม้ระยะเวลาการบวชครั้งนั้นจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่คุณประโยชน์อนันต์ เนื่องจาก วันพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้ให้ความรู้ทั้งทางด้านพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัย รวมถึงได้มีการบรรยายจากท่าน ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เกี่ยวกับเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลาย ๆ มุมมอง โดยเฉพาะในเรื่องของความพอเพียง ทำให้เข้าใจได้ว่า "คำว่าพอเพียงหมายถึง มีมากบ้างก็ได้ หรูบ้างก็ได้ แต่ให้รู้จักประมาณตน" ผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ 


ในการบวชในครั้งนั้นถือเป็นการบวชพระราชทาน ผู้เข้าร่วมโครงการมิได้เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด อีกทั้งยังได้ประการและความรู้ติดตัวกลับไปอีก และโอกาสที่ดีมาก ๆ อีกประการคือ ได้บวช ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ซึ่งถือได้ว่า เป็นวัดในรัชกาลที่ ๙ ในการบวชดังกล่าว หลวงพ่อเจ้าอาวาส พระเทพญาณวิศิษฎ์ (อภิพโล) ยังมอบพระสมเด็จจิตรลดามาให้ ๑ องค์ ซึ่งจะกล่าวในครั้งถัด ๆ ไป ตัวเองไม่ทราบว่าเป็นรุ่นใด แต่ถ้าเอ่ยถึงพระสมเด็จจิตรลดาหลาย ๆ ท่านน่าจะพอทราบที่มาและที่ไปของพระองค์นี้เป็นอย่างดี


จะกล่าวประวัติวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก วัดในรัชกาลที่ ๙ ให้ทุกท่านทราบพอสังเขป ดังนี้

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่เลขที่ 999 ซอยพระราม 9 ซอย 19 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคมสีมา และได้รับการยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีเป็นการพิเศษในปี พ.ศ. 2542 ปัจจุบันมี พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) เป็นเจ้าอาวาส


สืบเนื่องจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งชุมชนบึงพระราม ๙ ก็เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่ปราบปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น อันก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งผลให้เกิดการทำลายสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน กอรปกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งปลายทางรับน้ำเสียจากทุกหนแห่ง ได้เริ่มเสื่อมโทรมลงทุกขณะ หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติ จึงมีพระราชดำริให้ทดลองแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วยวิธีเติมอากาศ ณ บริเวณบึงพระราม ๙ ในลักษณะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กและทำการทดสอบการบำบัดน้ำเน่าเสียที่ไหลมาตามคลองลาดพร้าวบางส่วนให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยใช้วิธีเติมอากาศลงไปในน้ำและปล่อยให้น้ำตกตะกอนแล้วปรับสภาพก่อนระบายออกสู่ลำคลองตามเดิม รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพน้ำซึ่งเป็นการนำน้ำสะอาดจากแม่น้ำเจ้าพระยามาชะล้างทำความสะอาดคลองและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยอาศัยจังหวะน้ำขึ้น – น้ำลง ตามธรรมชาติ อันเป็นการบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง


จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการฟอกน้ำเสียให้เป็นน้ำดี ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมาพื้นที่บริเวณบึงพระราม ๙ ก็ได้รับการพัฒนาและเป็นตัวอย่างในการบรรเทาแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำเน่าเสียให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวให้ดีขึ้น


โครงการบึงพระราม ๙ จึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีการดำเนินงานในเขตที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ติดกับคลองลาดพร้าวฝั่งทิศตะวันตก และด้านใต้จรดกับคลองแสนแสบ มีพื้นที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๑ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรุงเทพมหานคร ร่วมกันดำเนินงานในการเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียที่บึงพระราม ๙ ให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำเน่าเสียและเป็นการระบายน้ำซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนบึงพระราม ๙ ให้ดียิ่งขึ้น จวบจนกระทั่งปัจจุบัน


เมื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ตามโครงการบึงพระราม ๙ ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๑ ให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่ และชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับโครงการบึงพระราม ๙ ดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ และได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ” โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆราวาส ในการนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัด ทำหน้าที่ในรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัดให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ในลักษณะวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ และศรัทธา เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ทั้งทางศาสนา สังคม และจริยธรรม แก่เยาวชน และประชาชนในชุมชน เพื่อขัดเกลาจิตใจของชุมชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคมโดยส่วนรวมอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป


ณะอนุกรรมการฝ่ายออกแบบ ได้ออกแบบอาคารศาสนสถานในวัดแห่งนี้ และประมาณราคาการก่อสร้างอยู่ในวงเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สมพระเกียรติ เมื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งให้ปรับแบบพระอุโบสถและอาคารอื่นๆ ให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม มีพระราชประสงค์ให้วัดเล็กๆ โบสถ์เล็กๆ มีกุฏิเล็กๆ ไม่โปรดให้สร้างวัดขนาดใหญ่ และให้ใช้งบประมาณไม่ควรเกิน ๑๐ ล้านบาท นอกจากนี้ สภาพพื้นที่ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นวัดใหญ่ ทรงเน้นว่าให้มีวัดเพื่อให้มีพระไว้สั่งสอนชาวบ้านในบริเวณนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นวัดใหญ่โต เน้นให้สามารถเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนได้เป็นสำคัญ อีกทั้งให้ยึดหลักแห่งความประหยัด เรียบง่ายและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ จึงได้ออกแบบที่ง่ายๆ ไม่หรูหรา ซึ่งประกอบด้วยพระอุโบสถ ศาลาอเนกประสงค์ กุฏิเจ้าอาวาส กุฏิพระ จำนวน ๕ หลัง หอระฆัง โรงครัว อาคารสะอาด สวยงาม และบริเวณพื้นที่โดยรอบให้ปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิดทั้งไม้ป่าและพันธุ์ไม้หายากในลักษณะป่าผสมผสาน เพื่อให้เกิดร่มเงาและความร่มเย็นแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา


ในส่วนของพระอุโบสถจะเป็นลักษณะผสมผสานกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมสมัยโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้งวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์


ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งได้ผ่านมติของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


การดำเนินการก่อสร้าง วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เริ่มดำเนินการโดยการถมดินปรับพื้นที่โครงการก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่บริเวณบึงพระราม ๙ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ และเริ่มงานก่อสร้างอาคารวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙


จากนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๖.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และทรงเปิดอาคารเรียน โรงเรียนวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก


#แรกเริ่ม การออกแบบพระอุโบสถ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม สถาปนิก ๑๐ กรมศิลปากร (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้นำแบบพระอุโบสถขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร มีรับสั่งให้ย่อลง ให้มีขนาดกะทัดรัด สอดคล้องกับลักษณะของชุมชน ด้วยไม่โปรดสิ่งที่ใหญ่โตเกินความจำเป็น


#พระอุโบสถ : #ปฐมเหตุแห่งความประหยัด


มีพระราชประสงค์ให้วัดนี้เป็นวัดของชุมชนพระราม ๙ เพื่อให้ประกอบศาสนกิจ จากเดิมที่ออกแบบให้ภายในพระอุโบสถจุคนได้ ๑๐๐ คนเศษ ทรงให้ลดเหลือเพียง ๓๐ — ๔๐ คน ลดงบประมาณจากที่ตั้งไว้ ดิม ๕๗ ล้านบาท เป็นไม่เกิน ๓ ล้านบาท เหล่านี้ ชี้ให้เห็นพระราชนิยมที่ประหยัด เรียบง่าย เน้นเพียงการใช้ประโยชน์สูงสุดที่สำคัญ และมีพระราชประสงค์ให้เป็นตัวอย่างของการสร้างวัดสำหรับชุมชนอีกด้วย


นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น จึงน้อมรับพระราชกระแสมาออกแบบพระอุโบสถใหม่ โดยเน้นประโยชน์ในอาคารอย่างคุ้มค่า วัสดุก่อสร้างทั้งหมดเป็นของที่ผลิตในประเทศ ส่วนรูปแบบทางศิลปกรรมเป็นการผสมผสานรูปแบบอย่างสถาปัตยกรรมปัจจุบัน โดยได้ต้นเค้าจากพระอุโบสถวัดต่างๆ ดังนี้


- พระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร เช่น รูปทรงเสาของเสาอุโบสถ


- พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม เช่น ความเรียบง่ายและมุขประเจิด


- พระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี


ซึ่งเป็นต้นแบบในการผูกลายปูนปั้นประดับหน้าบัน โครงสร้างอุโบสถวันพระราม ๙ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคมมุงกระเบื้องทำด้วยแผ่นเหล็กสีขาว องค์ประกอบเครื่องบนหลังคาเป็นปูนปั้นลายดอกพุดตาน ประดับหน้าบันด้วยลายปูนปั้นปิดทองเฉพาะที่ตราพระราชลัญจกร ประจำพระองค์รัชกาลที่ ๙ ช่อฟ้า ใบระกาเป็นลวดลายปูนปั้นไม่ปิดทองประดับกระจก ผนังและเสาก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสีขาว บานประตูหน้าต่างใช้กรอบอะลูมิเนียม ลูกฟักเป็นกระจก เพดานพระอุโบสถเป็นเพดานไม้เรียบ แต่ได้มีผู้มีจิตศรัทธาถวายโคมระย้าเป็นพุทธบูชาประดับไว้แทนรวม ๔ ช่อ


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดให้จารึกคาถาเยธมมาฯ ณ ที่นี้ ใช้อักษรอริยกะ ซึ่งเป็นอักษรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงประดิษฐ์ขึ้น แบบเดียวกับที่พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๓ พระปรมาภิไธย



จากที่เราทราบกันอย่างทั่วไปว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร" มีคำอ่านตามราชบัณฑิตยสภาชี้แจงไว้ว่า

พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปะ-ระ-มิน-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด มะ-หิด-ตะ-ลา-ทิ-เบด รา-มา-ทิ-บอ-ดี จัก-กฺรี-นะ-รึ-บอ-ดิน สะ-หฺยา-มิน-ทฺรา-ทิ-ราด บอ-รม-มะ-นาด-บอ-พิด

หรือ

พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด มะ-หิด-ตะ-ลา-ทิ-เบด รา-มา-ทิ-บอ-ดี จัก-กฺรี-นะ-รึ-บอ-ดิน สะ-หฺยา-มิน-ทฺรา-ทิ-ราด บอ-รม-มะ-นาด-บอ-พิด
(อ้างอิงจาก หนังสือ อ่านอย่างไร และ เขียนอย่างไร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ ๒๒)

นอกจากพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ ๙ วันนี้จะขอนำเสนอพระปรมาภิไธยของพระองค์อ่าน ๆ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ - ๙ ให้ทุกท่านได้ทราบกัน

เครดิต: ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

รัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัยสมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรปรมาธิเบศร โลกเชฎวิสุทธิ์ รัตนมงกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๒
พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีวิบูลยคุณอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันตอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิทรปรมาธิเบศโลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๓
พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามินทรวิโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๔
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎสุทธิ สมมุติเทพยพงศวงศาดิศรกษัตริย์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหารสุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคคล ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุวิสุทธิวิมลศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฎิสาธุ คุณวิบุลยสันดาน ทิพยเทพวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอัครมหาบุรุษสุตพุทธมหากระวี ตรีปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบัณฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ บริบูรณ์คุณสาร สัสยามาทิโลกยดิลกสาร สัสยามาทิโลกยดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดชอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพพิเศษ สิรินธรมหาชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิษิต สรรพทศทิศวิชิตวิไชย สกลมไหศวรินมหาสยามินทร มเหศวรมหินทร มหาราชาวโรดมบรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๕
พระบามสมเด็จพระปรมิทรมหาจุฬสลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุฒมพงษ์บรพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณีจักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษฏ์ ธัญลักษณวิจิตโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภ ผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรพรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถเปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศ มโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรามหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติ อาชาวศรัย พุทธาธิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตรพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๖
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาวชิรวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานาถมหาสมมตวงศ์ อดิศัยพงศ์วิมลรัตน์วรขัตติราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณีจักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฏนเรนทร์สูรสันตติวงศ์วิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหาร อดิเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพวงค์ มหาชโนตมางตประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมาลย์ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยวิเศษสรรพเทเวศรานุรักษ์ บริมศักดิสมญาเทพวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุดสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศลประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินค รวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธรบรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษฏาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัยพุทธาธิไตรรัตนสรณารักษ์อดุลยศักดิ์ อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณา สีตลหฤทัย อโนมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๗
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี เทพยปรียามหาราชรวิวงศ์ อสัมภินพงศพีระกษัตรบุรุษรัตนราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถจุฬาลงกรณราชวรางกูร มหมกุฏวงศวีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธ อุต์กฤษฎานิบุณย์อดุลยฤษฎาภินิหาร บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณ์วิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคมานทสนธิมตสมันตสมาคม บรมราชสมภาร ทิพยเทพวตารไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ์ มงคลลคนเนมาหวัยสุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชาวุธ วิชัยยุทธศาสตร์โกศล วิมลนรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณประดิภานสุนทรประวรศาสโนปสุดมภก มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราชนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฏโสทรสมมต เอกราชยยศสธิคมบรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิศิกต์ สรรพทศทิศวิชิตเดโชไชย สกลมไหศวรยมหาสยามินทรมเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาตอาชาวศรัย พุทธาธิไตรรัตนวิศิษฎศักดิ์อัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาศีตลหฤทัย อโนปไมยบุณยการ สกลไพศาลมหารัษฏราธิบดินทร์ ประมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๘
พระบาทสมเด็จพระปรเมนมหา อานันทมหิดลสกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๙ ทรงได้รับการสถาปนาพระบรมอัฐิ เฉลิมพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลยเดช วิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดมจักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิการรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์อดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมราะบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร

รัชกาลที่ ๙
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิรา บรมนาถบพิตร

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๒ ในต่างแดน


ตามทีทราบโดยทั่วกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น
เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยจนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๔๗๖ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยพระบรมราชชนนีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเพื่อการศึกษาและพระพลานามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษา ณ "โรงเรียนแห่งใหม่ของซืออีสโรมองด์"

ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๖ ผมและครอบครัวได้มีโอกาสไปเยื่ยนที่ประเทศสวิสเซอร์แลน์ การท่องเที่ยวครั้งนั้นวันที่ ๔ ของการเดินทางมีโอกาสอันดีได้เดินทางไปยังเมืองโลซาน ที่นี่เองมีศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติจัดสร้างขึ้น ณ สวนสาธารณะเดอน๊องดู เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญในปี ๒๕๔๙ สองวาระ คือ วโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสมาพันธรัฐสวิสครบ ๗๕ ปี กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์นเลือกเมืองโลซานเป็นสถานที่ตั้งศาลาไทยเนื่องจากเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-สวิส ซึ่งจากที่กล่าวไปข้างต้นด้วยเป็นสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ไทยสองพระองค์ รัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ประทับพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในช่วงปี ๒๔๗๖ - ๒๔๙๔ เป็นเวลาถึง ๑๘ ปี ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร

ทางการสวิสได้อนุญาตให้รัฐบาลไทยก่อสร้างศาลาไทยในพื้นที่สวนสาธารณะเดอน็องตู (Denantou) ตำบลอุชชี่ (Ouchy) เมืองโลซาน โดยเป็นโครงการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น และเทศบาลเมือง โลซาน

กระทรวงการต่างประเทศไทย สนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศาลาไทยดังกล่าว และได้รับความอนุเคราะห์จากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการก่อสร้างศาลาไทยดังกล่าว
สถาปนิกผู้อออกแบบศาลาไทยหลังนี้ คือ นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติ โดยมีนายก่อเกียรติ ทองผุด เป็นนายช่างศิลปกรรม นายเศกสรรค์ ปัญญารัมย์ เป็นนายช่างเขียนแบบ และนายสุทิน เจริญสวัสดิ์ เป็นวิศวกร หจก. ป.ว.ช. ลิขิตการสร้าง เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างชิ้นส่วนต่างๆ ของศาลาในประเทศไทยจนเสร็จสิ้นและขนส่งต่อไปยังสมาพันธรัฐสวิสโดยทางเรือ การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของศาลาไทย ณ เมืองโลซาน ดำเนินการระหว่างวันที่ ๓๐ สิงหาคม – ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ โดยคณะช่างชาวไทยจำนวน ๑๓ คน

ลักษณะของศาลาไทย ณ เมืองโลซาน เป็นศาลาไม้แบบจตุรมุข มียอดมณฑป ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร สูง ๑๖ เมตร น้ำหนัก (เฉพาะตัวศาลา) ประมาณ ๒๗,๐๐๐ กิโลกรัม ก่อสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งและไม้สัก ตามลักษณะการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทยแบบโบราณ มีความเป็นเลิศด้านสถาปัตยกรรมและงานช่างไทย ประกอบด้วย งานเข้าไม้ งานจำหลักลาย งานปิดทองประดับกระจก งานเขียนลายรดน้ำ เป็นต้น งานก่อสร้างศาลาไทยทั้งหลังและการทำพื้น ฐานและบันไดด้วยหินแกรนิตเป็นความรับผิดชอบของผู้ดำเนินการก่อสร้างฝ่ายไทย โดยนำหินทั้งหมดมาจากประเทศไทยด้วย

สมาพันธรัฐสวิสเป็นผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างฐานซีเมนต์ งานปรับพื้นที่และ ภูมิทัศน์ การติดตั้งกล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัย เครื่องตรวจจับควันไฟ ตลอดจนระบบแสงและไฟฟ้า และการดูแลศาลาไทยภายหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว

ด้วยความปิติยินดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เคยเป็นที่ประทับในต่างแดนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในครั้งนั้น

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑ ในหลวงของข้าพเจ้า


นับตั้งแต่ลืมตามาดูโลกและจำความได้ ก็รับรู้มาตลอดว่าเรามาพระเจ้าอยู่หัวทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร" หรือที่ใคร ๆ เรียกพระนามว่า "ในหลวง" พระองค์ทรงเป็นกษัติย์ลำดับที่เก้า แห่งราชวงศ์จักรี พระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๗๐ ทำให้ทุกวันที่ ๕ ธันวาคมของทุก ๆ ปี หลาย ๆ คนจะเรียกว่า "วันพ่อ" เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๘ เมื่อพระชนมายุ ๑๙ พรรษา เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี

ยังจำได้ในช่วงเรียนชั้นประถมศึกษา ในวันที่เฝ้าดูอยู่หน้าจอโทรทัศน์รอเวลา ๓ ทุ่ม (๒๑.๐๐ น.) เพื่อดูละครช่อง ๗ ก่อนหน้านั้นในช่วงราว ๆ ๒ ทุ่ม (๒๐.๐๐ น.) จะมีข่าวในพระราชสำนัก เชื่อว่าหลายคนคงจำเสียงเพลงไตลเติ้ลตรงนี้ได้ (ลองหลับตาแล้วนึกตามช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๕ ถึงปี พ.ศ.๒๕๓๐) เป็นการนำเสนอข่าวพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศด้วยพระองค์เอง เป็นภาพที่ติดตามาก ความทรงจำตรงนี้ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสื่อต่าง ๆ เมื่อพระองค์ทรงพระชนพรรษาเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นพระราชกรณียกิจที่เคยเห็นแต่เด็กน้อยลง

ในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่บ้านเมืองเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นจากภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ความขัดแย้งกัน ในบางวาระพระองค์ท่านก็ลงมาทุเลาปัญหาต่าง ๆ ให้ปวงชนชาวไทย
พระองค์ทรงงานหนักตลอดพระชนพรรษาของพระองค์ ไม่ว่าจะภาคไหน จังหวังใด ในทุก ๆ พื้นที่ พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปถึงเพื่อปัดเป่าบรรเทาความเดือนร้อนของราษฎรของพระองค์
ในปี ๒๕๓๗ ผมได้มีโอกาสสอบบรรจุเข้ารับราชการทหารในแผ่นดินของพระองค์ และเป็นทหารของพระองคื ถึงแม้จะไม่ได้สู้รบจับปืนเหมือนแต่โบราณ แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจกับให้ตนเองและครอบครัวได้ไม่น้อยที่มีโอกาสรับราชการในแผ่นนี้

ในปี ๒๕๕๔ ผมได้มีโอกาสได้อุปสมบทในโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถวายเป็นพระราชกุศล ผมเป็น ๑ ในจำนวน ๘๕ รูป ที่มีโอกาสที่เป็นมหามงคลยิ่ง อีกทั้งได้จำวัด ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นวัดในรัชกาลที่ ๙

จวบจนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๕๒ น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จสวรรคต ณ โรงบาลศิริราช สิริพระชนมายุ ๘๙ พรรษ ทรงทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี เป็นวันที่ชาวไทยทั้งประเทศกว่า ๖๐ ล้านคน เสียใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคน

ถวายอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

3 ค่ายเปิดลงทะเบียนความสนใจ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus


AIS dtac และ TrueMove H เปิดให้ลงทะเบียนแสดงความสนใจ iPhone 7 แลั iPhone 7 Plus แล้วตั้งแต่ 7 ต.ค.59 เวลา 00.01 น.




#ชื่อเล่นชื่อต้น

#iPhone7

#iPhone7Plus




วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Wi-Fi Assist (ตัวช่วย Wi-Fi)

ตั้งแต่ iOS 9 เป็นต้นมีคุณสมบัติ Wi-Fi Assist (ตัวช่วย Wi-Fi) ฟีเจอร์ที่ช่วยในการใช้ดาต้า เมื่อสัญญาณ Wi-Fi อ่อน ระบบจะสลับไปใช้ 3G หรือ 4G ในการดาวน์โหลดข้อมูล อาจจะทำให้ติด FUP เร็วขึ้นนั้นเอง เราสามารถปิดได้ตามวิธีข้างล่างนี้

วิธีปิด Wi-Fi Assist

ไปที่ Settings > Cellular 
เลื่อนลงมาจนสุด เมื่อเจอ Wi-Fi Assist ให้เลื่อนปิด

Calculator iPhone พิมพ์ผิดลบยังงัย?

หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่า เวลาใช้แอพ Calculator หรือเครื่องคิดเลขบน iPhone แล้วเกิดพิมพ์ผิดจะลบอย่างไร
ไม่ยากเลยครับ ก็แค่ปาดนิ้วบนตัวเลขไปทางขวาตัวเลขหลังสุดก็จะถูกลบออกไป
ลองทำกันดูนะครับ ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Phone Tips: ตั้งเวลาปิดเพลง


สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงก่อนนอน แล้วหลับไปเลย ลองใช้ความสามารถของแอพ Clock  (นาฬิกา) ช่วยปิดเพลงตอนที่เราหลับไปแล้ว


1. ไปที่แอพ Clock (นาฬิกา) แล้วกด Timer 


2. เลือก When Timer Ends


3. เลือก Stop Playing เพื่อปิดการเล่นเพลง


4. ตั้งเวลานับถอยหลังที่ต้องการปิดเพลง กด Start


เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดนาฬิกาปลุกจะงานเพื่อปิดแอพเพลงนั่นเอง